IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
เรื่องสั้น " หนูติดจั่น ", เรื่องที่แต่งร่วมกับเพื่อนในอินเตอร์เน็ต
เรตติ้ง 5 V
 
หมอยเกรียน
โพสต์ Jan 22 2019, 06:26 PM
โพสต์ #1


หมอยทรงพุ่ม
***

กลุ่ม : แม่ทัพปราบเกรียน
โพสต์ : 137
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-May 17
จาก : หี
หมายเลขสมาชิก : 25,743



รอบตัวเงียบสงัด...
มีตึกสี่ชั้นสีขาวหมองพังแหล่มิพังแหล่ ตามตัวมีคราบดำด่างสกปรกจากการผ่านสายฝนนับครั้งไม่ถ้วน สีหลุดลอก หลากรอยแผลความทรมานแห่งกาลเวลา มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางย่านซึ่งเรียกได้ว่าจุดศูนย์รวมสิ่งมั่วสุม ยิ่งกอปรกับฉากหลังฟ้าครึ้มเทาออกเหลือง ขมุกขมัวด้วยฝนซึ่งเตรียมจะโปรยลงมาตลอดพร้อมมลพิษ การมองภาพตรงหน้ายิ่งหดหู่
ร่างผอมบางอยู่ในชุดรัดรูปแหวกหลังสีถ่านและรองเท้าส้นสูงสีแดงวาวมือสอง เขากำลังเดินผ่านซอยเปลี่ยวไปยังอพาร์ทเม้นท์ที่ว่าซึ่งเป็นที่ซุกหัวนอน กลิ่นสาบขยะบวกกับของเหลวสีน้ำตาลเทาเข้มเจิ่งนองเต็มพื้นข้างทางไม่ส่งผลให้คนหาเช้
ากินค่ำอย่างเขาต้องยกมือปิดจมูกแต่อย่างใด บางส่วนเเห้งกรังกลายเป็นคราบเหนียวติดบนพื้นถนนซีเมนต์ สายไฟสีดำเส้นใหญ่เส้นเล็กระโยงระยางพันวนรอบเสาปูนเก่าต่อกันเป็นทอดยุ่งเหยิง ดูไปก็คล้ายเส้นเลือดหล่อเลี้ยงความอนาถาของหลายชีวิตซึ่งมีชะตากรรมเดียวกัน กระดาษจัดหางานถูกติดซ้ำๆ สลับโดนฉีกไป เหลือเป็นเศษขยะทางตาแก่ผู้พบเห็น
ท่ามกลางเหล่าภาพชินชาที่เจออยู่ทุกวัน หางตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างระหว่างเดิน แมลงวันกลุ่มใหญ่ที่กำลังตอมซากแมวตายบินแตกออกมาดังหึ่งน่ารำคาญ เธอจำแมวตัวนี้ได้ มันเคยมาขออาหารหน้าห้องแถมฝากรอยข่วนเป็นทางยาวไว้มุมประตู ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากไล่มันไป หยดเลือดที่มันโดนสัตว์ในคราบมนุษย์ฟาดมาหยดเป็นทางยาว แต่ก็นะ เธอไม่ได้เป็นเจ้านายของมันเสียหน่อย ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อสำลีโง่ๆ มาซับเลือดให้ กลุ่มหนอนอวบตัวใหญ่หล่นแผละออกจากจากโพรงปากที่เริ่มแห้งกรัง ทำซากไร้วิญญาณให้ดูน่าสังเวชไปใหญ่
พอหมดประโยชน์ก็แบบนี้สินะ...
ขนาดตายหนอนขึ้น เจ้าของยังไม่แยแสแกเลย
หมาขี้เรื้อนผอมแห้งแผลเต็มตัวเงยหน้าขึ้นแล้วก้มลงแทะถุงขยะที่ฉีกออกตามรอยกัดต่ออ
ย่างไม่ใส่ใจ มันใช้อุ้งตีนเหยียบของที่หาได้ก่อนกัดทึ้งผ้าอนามัยเก่า คราบเลือดขึ้นเขียวส่งกลิ่นเน่าไปทั่วบริเวณ เขาเพียงชายตามองก่อนจะรีบสาวเท้าเดินกลับที่ซุกหัวนอน รู้ตัวว่าสิ่งโสมมรอบกายมีแต่จะทำให้เขาเสียเวลาพักผ่อนเพื่อออมแรงลุกไปทำงานพรุ่งน
ี้
…
กึก กึก กึก
ส้นรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องสีเหลืองตุ่นดังขึ้นเรื่อยมาจนหยุดลงที่หน้าประตู ไม้อัดผุๆ มีรอยขีดเขียนของพวกมือบอนคราบ สติกเกอร์คำคมสู้ชีวิตเริ่มลอกหลุดเหลือทิ้งเพียงรอยกาว
ตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยปากกาเคมีสีน้ำเงินระบุเลขห้องไว้ตัวโต
104
มือหยิบลูกกุญแจเสียบปลดล็อคแม่เก่าๆ สนิมเขรอะของมันซึ่งล็อคไว้อย่างเบามือ เสียงเอี๊ยดอ๊าดแสบหูดังขึ้นจากการผลักเปิด ทันทีที่ก้าวเข้าห้องเขาก็จัดการสะบัดเท้าทิ้งส้นสูงราคา กระจัดกระจายเหมือนอีกหลายอย่างในห้อง มือหยาบดึงวิกผมปลอมที่หาซื้อมาจากเว็บไซต์ของมือสองทิ้งลงกับโต๊ะ ท้องร้องโครกคราก น้ำเปล่าในห้องไม่เหลือสักหยดให้แก้ประทังหิว
เขาเดินเข้าห้องน้ำ กลิ่นคาวของนักเที่ยวกลางคืนตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกขมคอ มือใหญ่กุมท้องตัวเองพลางมองกระจก ผู้ชายวัยกลางคนที่หาเลี้ยงครอบครัวอย่างเขาต้องไกลจากลูกรักเพื่อออกมาหางานทำและขา
ยบริการในตอนกลางคืนเพราะเศษเงินเพียงเล็กน้อยนั่นมันไม่พอยาไส้ ทั้งแก้มสาก เปลือกตา และริมฝีปากคล้ำถูกฉาบทับเป็นหน้ากากด้วยเครื่องสำอางค์ ใบหน้าซูบตอบเพราะอดมื้อกินมื้อ มือดึงชุดรัดรูปร่นลงถึงลงเอว รอยช้ำจากการทุบตีเมื่อลูกค้าไม่พอใจจากเมื่อวันก่อนยังเห็นชัด บั้นท้ายรับความสำราญของพวกมันปวดจนร้าวไปหมด น้ำตารื้นขึ้น เห็นอย่างนั้นก็แค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง เขาเหยียดและรังเกียจพวกรักร่วมเพศยิ่งกว่าอะไรดี
โทรศัพท์สัมผัสรุ่นเก่าบนขอบอ่างล้างหน้าที่ถูกลูกค้าโยนทิ้งไว้ให้เป็นค่าตัวสั่นรั
ว มีสายเรียกเข้า ใบหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาโชว์หราที่หน้าจอ
มือสั่นเทารีบกดรับสายทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไร เสียงใส คำทักทายพร้อมคำถามเป็นห่วงการกินอยู่ทำให้เขาต้องยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
‘พ่อสบายดี กินซุปมันฝรั่งไปตอนเย็น อร่อยมาก’
‘พรุ่งนี้ก็ไปจ่ายค่าเทอมนะ พ่อโอนให้แล้ว ตั้งใจเรียนนะคะ ไว้พ่อหยุดงานเมื่อไหร่จะไปหา’
‘รักลูกเหมือนกันนะคะ.. เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะโอนเงินค่าหอไปให้นะ’
ปลายทางกดตัดสายทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงผู้เป็นพ่อที่ยืนร้องไห้ต่อเงียบๆ เพราะหาเงินส่งไม่ทัน ทั้งเนื้อทั้งตัวตอนนี้มีติดตัวอยู่แค่สามร้อยหลังจากส่งเงินค่าเทอมไปให้ตอนสามทุ่ม ค่าไฟค่าน้ำก็ยังไม่ได้จ่ายจนน้ำถูกตัดไปตั้งแต่เมื่อวาน ถ้าวันนี้ลูกค้าคนล่าสุดจ่ายตามที่ตกลงราคาไว้ก็คงจะดี
แต่ราวกับสวรรค์เริ่มเห็นใจ..
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ข้อความจากบุคคลคุ้นเคยโชว์ขึ้นหน้าจอ
Cim : 8.04 PM
‘มีกลุ่มป๋าเงินหนักติดต่อมา ขอสวิง ไม่ใส่ถุง อัดคลิปด้วย จะรับมั้ย ไม่งั้นฉันจะให้คนอื่น ตอนนี้เลย’
Me : 8.04 PM
‘รับครับ ผมจะรีบไป’
เสียงดังกรอบแกรบยามรองเท้าบูทปลายถลอกย่ำลงบนกองขยะในลานเงียบสงบ ที่ควรมีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมซึ่งหอบอุ้มกลิ่นเหม็นของขยะให้คลุ้งไปทั่วบริเวณ และเสียงย่ำเท้ายังต่อเนื่องจนหายไปเมื่อร่างเล็กที่ทำเสียงนั้นหยุดอยู่หน้าตุ๊กตาห
มีมอมแมม แขนข้างขวาขาดเกือบหลุดจนเห็นนุ่นสีเทาโผล่ออกมา ใบหน้าของตุ๊กตาหมีเหลือเพียงกระดุมสีดำที่เจ้าของคนเก่า เย็บเป็นตาเอาไว้ข้างขวาข้างเดียว เหมือนกับ ‘เขา’ ที่ดวงตาด้านขวาถูกบดบังด้วยความมืดมิด

ริมฝีปากแตกเป็นระแหงคลี่ยิ้มบางเบา

ยังมีฉันที่รักแกนะ…

เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจ เขายืดแขนออกจนฝ่ามือโผล่พ้นจากเสื้อโค้ทตัวโคล่ง ก้มเล็กน้อยเพื่อหยิบตุ๊กตาหมีมอมแมมนี้ขึ้นมา ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยหมึกปากกาต้องแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเย็น ก่อนจะรีบชักมันกลับเข้าไปเพื่อไม่ให้เกิดผื่นแดง นิ้วผอมแห้งทั้งห้ารัดรอบลำคอตุ๊กตา ก่อนจะหันหลังกลับไปยังทางเดิมที่ตนเองมา ขาแขนเล็ก ๆ ของตุ๊กตาโยกไหวไปตามจังหวะการก้าวเดินของเขา ตามด้วยเสียงกรอบแกรบที่ดังขึ้นอีกครั้ง

กลิ่นน้ำมันลอยแตะจมูก และกลิ่นอาหารเย็นที่ลอยฉุนออกมาจากห้องรอบข้างซึ่งอยู่ระหว่างทางเดินกลับห้องของเข
า ในอพาร์ทเมนต์โกโรโกโสที่เขาต้องทนรับกลิ่นเหม็นอับของตัวอาคารซึ่งเปียกชื้นเกือบตล
อดทั้งวัน ไหนจะหนูและแมลงสาบซึ่งมีเต็มไปหมดโดยไม่ได้รับการดูแลใดใด หนำซ้ำยังเป็นแหล่งสลัมที่มีขยะมากมาย แน่นอนว่ามันไม่ได้มีผลกับเขามากนัก เพราะเขาเกิดที่นี่และรักมัน เป็นส่วนหนึ่งกับมัน ราวกับตัวเขาเอง ... ร่างเล็กในชุดโค้ทสวมฮู้ดซึ่งสูงกว่าลูกบิดประตูไปเพียงเล็กน้อย ค่อย ๆ สอดกุญแจเข้าไปแล้วบิดมันจนได้ยินเสียง คลิก... ลมจากในห้องก็พัดผ่านจนผมดำยาวที่ปรกคลุม เปิดเผยให้เห็นใบหน้าน่ารักของเด็กหนุ่มแต่มีตำหนิที่ดวงตาข้างขวา เขาปิดประตู แล้วเดินดุ่ม ๆ ก้าวเข้าไปในห้องอย่างกระวนกระวาย

เขาโยนตุ๊กตาหมีที่หยิบมาลงบนโต๊ะรับประทานอาหาร ซึ่งมีเชือกและตะปูวางอยู่ก่อนหน้า ลำตัวของมันอยู่เพียงขอบโต๊ะหมิ่นจะตก แต่ก็ไม่ได้สนใจ เขาตรงไปยังประตูบานไม้แกะสลักรูปนางฟ้าที่ผสมระหว่างตะวันตกและอินเดีย ถัดไปเป็นประตูบานสีขาว เริ่มมีหยากไย่เกาะจากการไม่ได้ใช้งานมานาน เขาเปิดประตู แง้มออกเพียงเล็กน้อยก่อนจะสอดส่ายสายตาไปทั่วห้อง มีเพียงแสงสลัวจากดวงอาทิตย์ซึ่งสอดผ่านผ้าม่านเข้ามา บนเตียงมีคนสองคนนอนอยู่ ซึ่งมันทำให้เขาลดความวิตกจริตเมื่อครู่ไปได้ไม่น้อยเลย ก่อนจะพ่นลมหายใจอุ่นออกมาทางปากอย่างโล่งใจ และก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเวลาอาหารค่ำกำลังใกล้เข้ามา

น้ำซุปผักโขมในครัวเดือดจนได้ยินเสียงปุด เรียกความสนใจของเขาได้เป็นอย่างดีก่อนจะปิดประตู แล้วปลีกตัวไปห้องครัวซึ่งติดกับห้องนั่งเล่น มองเห็นทีวีฉายการ์ตูนที่เล่นตามตารางถูกเปิดไว้ พอให้ห้องนี้ไม่เงียบเหงาและมันคงเปิดไว้ก่อนที่เขาจะออกไปข้างนอกเสียอีก... ไม่นานนักเขาก็หยิบเก้าอี้เตี้ย ๆ มาต่อขาเพื่อขึ้นไปหยิบชามจากตู้ด้านบน ก่อนจะปิดเตาแก๊สและเทซุปลงใส่ชามทั้งสามใบ

แม่ทำไว้เมื่อสามชั่วโมงก่อน หลังจากหยิบเสื้อผ้าของเขาและของตัวเองยัดใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมไปทริปล่องแก่ง อย่างที่หล่อนเคยเปรยไว้เป็นสัปดาห์ แต่พ่อไม่เก็บ พ่อทำหน้าบึ้งทั้งสัปดาห์แทนและมักจะพาเขาไปทิ้งไว้ข้างนอกทั้งยังมักกำชับให้เขากลั
บมาบ้านก่อนมื้ออาหาร เขาทำตามคำสั่งทุกอย่าง แม้แต่วันนี้

ชามทั้งสามใบที่มีซุปผักโขมอยู่จนล้นถูกนำมาวางลงบนโต๊ะรับประทานอาหารทั้งสามที่ หัวโต๊ะ ..และรอบข้างทั้งสอง ตามด้วยช้อน วางไว้ข้าง ๆ ชามอย่างที่เคยถูกพร่ำสอนหรือดุด่า ระหว่างนั้นก็ฮัมเพลง London bridge ด้วยทำนองติดยานคางและแทบจะทำให้รู้สึกสยองขวัญไปในตัว

“พ่อครับ แม่ครับ ได้เวลาอาหารแล้วนะครับ” เขาตะโกนขึ้นเสียงดังจนแทบจะเรียกว่าเป็นการตะคอก

…..“ไม่งั้นมันจะเย็นหมดนะ” แล้วเปลี่ยนเป็นเบาหวิวราวเสียงกระซิบที่แหบพร้า
เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มอีกครั้ง ถอดเสื้อโค้ทออกแล้วพับมันจนกลายเป็นสีเหลี่ยมวางลงบนเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตยาวของผู้เป็นพ่อที่ให้เขาเป็นของขวัญวันเกิด เขาถกแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้น พับและยัดให้แน่น ไม่ให้หลุดออกง่ายและกันเปื้อนจากการต้องเข้าไปปลุกพ่อกับแม่ที่ยังคงนอนอยู่ในห้อง
ครืด... ครืด…

เสียงของแข็งที่ครูดไปกับพื้นดังกังวาน ปะปนไปกับเสียงตัวละครเจ้าหมาเคอเรจที่จ่อไม่หยุดด้วยความหวาดกลัว แสงของดวงอาทิตย์ได้หายไปแล้ว เหลือแต่ความมืดมิดในห้อง ที่มีเพียงจากจอทีวีเท่านั้นพอให้เห็นอะไรอยู่บ้าง ...เขาอยากเป็นแบบเคอเรจ มีตายายที่พร้อมจะอยู่กับเขา และต้องการเขา ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็อยากเป็นเคอเรจ หมาน้อยกล้าหาญที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับครอบครัว เขาอยากเป็นเคอเรจชะมัด

“ฟู่...” เขาส่งเสียงออกมา ยกข้อมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดเป็นเม็ดเต็มหน้าผาก
“ได้เวลาอาหารแล้วครับ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มต่อหน้าคู่หญิงสาวที่ถูกจับนั่งเคียงข้างกัน
หัวทั้งสองคนเอนพิงกัน ใบหน้าไร้ความรู้สึกหันตรงมายังเขาที่กำลังส่งยิ้มไปให้ด้วยความสุขที่ล้นปรี่ ก่อนจะดันชามซุปไปหาทั้งสองคน จากนั้นจึงเดินวนขึ้นไปนั่งบนตักของผู้เป็นแม่ เอื้อมมือไปหยิบชามซุปมาตั้งกินท่ามกลางความมืดมิดที่เขามองเห็นด้วยดวงตาเพียงข้างเ
ดียว

...เพราะผมรักพ่อ ผมถึงให้ตาพ่อ ถ้าผมไม่ให้ ผมจะไม่รักพ่อ

...เพราะผมรักแม่ ผมถึงไปช่วยแม่ทำงาน และต้องทำตัวดีกับแขกของแม่ ถึงแม้จะปวดตัวแต่ผมก็ไม่เคยบ่นเลย

...ทีวีบอกว่าคู่แท้จะมีด้ายสีแดงผูกทั้งสองคนเอาไว้ไม่ให้จากกัน แต่ผมไม่มีด้ายแดงเนี่ยสิ แต่ไม่เป็นไรนะครับพ่อกับแม่

ไม่ว่าตัวเขาจะถูกทั้งสองคนทำร้ายแค่ไหน แต่การถูกหักหลังหรือนำไปทิ้งนั่นเป็นเรื่องที่เขารับไม่ได้

เขาเด้งตัวออกหลังจากทานซุปจนหมด ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องบานประตูสีขาว นิ้วเรียวกดเปิดสวิตซ์ไฟจนต้องหรี่ตาลงกับแสงจ้า ภายในห้องกลิ่นเหม็นฉุนแต่เขากลับไม่รู้สึกอะไร มันเป็นห้องธรรมดาของเด็กชายวันสิบปี แต่ความสยดสยองมันคือมุมนึงของห้องที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาถูกจับผูกแขวนคอและจับมือกับต
ุ๊กตาอีกตัว อยู่เต็มไปหมดรวมทั้งของที่เขามักจะเก็บมาจากกองขยะ ร่างเล็กตรงไปยังรอกยกของขนาดเล็กที่วางอยู่ปลายเตียงก่อนจะหยิบมันเดินออกมา

เสียงครูดจากรอกยกของดังฝ่าเสียงฝนที่เริ่มตก น้ำตาไหลผ่านดวงตาที่มืดบอดข้างนั้นค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม มันหยดลงพื้นพร้อม ๆ กับเลือดที่ไหลออกจากแผลเหวอะบริเวณลำคอของพ่อแม่ซึ่งกำลังถูกรัดด้วยเชือกที่ถูกดึง
ขึ้นให้ห้อยกับพัดลมบนเพดาน เลือดของทั้งสองไหลมารวมกันผ่านเชือกเส้นเดียว...

….สองเท้าขาวซีดของเด็กน้อยผู้อ่อนต่อโลกนอนตีสลับขาในเอากาศอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่กำลังละเลงสีเทียนกับกระดาษการส่งตัวสู่ศูนย์รับเลี้ยงที่แม่วางแผนไว้ และอีกใบที่เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างของภาพวาดครอบครัวมีทุกคนยืนจับมือกันถูกผูกด้วยด
้ายสีแดงตามความเชื่อที่เขาได้จากทีวี บนใบหย่าที่ถูกเซ็นเรียบร้อย โซฟาหนังเก่ายวบตัวลงเมื่อเขาลุกขึ้นยืน แล้วฉีกกระดาษทั้งสองแผ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนโยนไปในอากาศ มันค่อย ๆ ลอยเคว้งอย่างว่างเปล่าจนหล่นลงไปบนกองเลือดที่มีปลายเท้าสองคู่ลอยเหนืออยู่ เชือกสีที่เคยขาวถูกชโลมจนชุ่มด้วยเลือดรัดรอบคอยาวไปถึงฝ่ามือที่สอดประสานกัน ดั่งด้ายแดงที่จะผูกพวกเขาให้อยู่ด้วยกันตลอดไป

บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกำลังหลอกตัวเองว่ามีจุดหมาย ทั้งๆ ที่ข้างกายผมไม่เหลืออะไรเลย

ขณะนอนอยู่อยู่บนฟูกกลิ่นอับที่ไม่ได้ซักมาร่วมเดือน เหม่อมองนอกหน้าต่างที่มีม่านเมฆอึมครึมไม่ต่างอะไรจากสภาพจิตใจตัวเอง อากาศอับชื้น ผมหายใจไม่สะดวกนัก แต่ก็ไม่อยากเดินไปเปิดหน้าต่าง เป็นเรื่องยากที่จะตอบว่าระหว่างกลิ่นสารตะกั่วจากโรงงานกับอากาศไม่ถ่ายเทอะไรดีกว่
ากัน สุดท้ายก็ได้แต่นึกโทษตัวเองที่ตัดสินใจย้ายรกรากเข้ามาตั้งฐานชีวิตใหม่ในห้องเช่าเ
ท่ารูหนูขนาดแปดเสื่อนี่

ผมเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนไว้บนฝาผนัง แม้จะเป็นเวลาสี่โมงเย็นแต่ฟ้าครึ้ม เป็นเรื่องปกติของที่นี่ แต่ความบังเอิญที่ดีวันนี้คือฝนไม่ตก ไม่นั้นผมคงได้จมอยู่บนที่นอนลูกฝูกพร้อมกับฟังเสียงฝนไปอีกครึ่งวัน

สองขาประคองร่างกายอ่อนเพลียให้หยัดยืนขึ้น ก่อนจะเดินตรงไปจัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัว ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ออกมาจากห้องน้ำในสภาพใหม่ เสื้อเชิ้ตสีฟ้ากับเนคไทสีดำสไตล์เรียบๆ แม้จะไม่ได้มากมายอะไรนักแต่ก็คงพอจะไปสัมภาษณ์​งานได้

ตกงานมาร่วมหลายเดือน คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนักหากจะปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ในห้องแคบๆแล้วทิ้งเวลาผ่านเลยโดย
ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นี่ล่ะ นี่จะเป็นอีกหนึ่งวันที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง

ผมออกจากห้องโดยไม่ลืมหยิบร่มสีเขียวทึมลงกระเป๋าเป้มาด้วย บอกลาคืนวันที่หวนผ่านมาโดยไม่นึกเสียดาย ไม่แม้แต่จะย้อนมองอพาร์ทเม้นท์สีขาวหมองสภาพซ่อมซอ แบกรับความหวังไว้เต็มบ่า โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอีกไม่นานตัวเองจะพังทลายไปพร้อมความหวังนั่น

ผมไม่เรียกความคาดหวังว่าความฝันมานานแล้ว แต่ผมตั้งชื่อให้มันใหม่ว่าแรงกดดัน

เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงจุดๆหนึ่งคุณจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากแค่ไหนที่จะรับแรงกดดันน
ั่น เหมือนกับผมที่นั่งตัวหดลีบอยู่ในห้องสัมภาษณ์​งาน ทั้งๆที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ไม่รู้ทำไมตอนนี้ถึงไม่อาจทำได้แม้แต่จะสบตากับคู่สนทนาตรงๆ นึกอิจฉาคนอื่นก่อนหน้าผมที่สามารถพูดคุยได้อย่างลื่นไหล อิจฉาคนที่เขาทำตัวสบายๆต่างจากผมที่ไม่สามารถปล่อยตัวเองให้อยู่ในจุดนั้นได้ คงต้องโทษตัวเองที่ห่างร้างจากสังคมมาเนิ่นนาน รู้ตัวอีกทีการพูดคุยปกติก็กลายเป็นเรื่องยากไปแล้ว

...

สุดท้ายก็ไม่ผ่าน

ผมเดินเตะฝุ่นกลับสู่เส้นทางที่เคยเดิน ตรอกแคบๆที่สองข้างทางมีน้ำเจิ่งนอง กลิ่นขยะเหม็นฉุที่คนมักง่ายทิ้งไว้ ต่อให้ปิดจมูกกลิ่นก็ยังลอยเข้ามาอยู่ดี

เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้น บนหน้าจอทัชสกรีนขึ้นชื่อของคนที่ผมไม่อยากคุยด้วยมากที่สุดในเวลานี้

“ฮัลโหลแม่” เสียงของหล่อนดังเจื้อยแจ้วจนผมนึกรำคาญ ”อ่า..ไม่ ผมไม่ผ่าน”
ตามด้วยเสียงตวาด น้ำเสียงของผู้เป็นแม่บอกชัดว่าผิดหวังในตัวผมเพียงแค่ไหน หล่อนเอ่ยเรื่องที่ผมเคยได้ยินซ้ำๆจนหลอนหู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมมันไม่ได้เรื่อง ปากท้องของครอบครัว เงินที่ต้องส่ง หรือจะเป็นเรื่องที่ผมมันดีไม่ได้อย่างคนอื่น

เชือกตรึงสติขาดสะบั้น วินาทีนั้นผมตะโกน ไม่สนว่าใจคนเป็นแม่จะรู้สึกยังไง

“แม่ไม่ใช่ผมแม่อย่ามาพูดเลย! ทำไมแม่ไม่ลองมาเป็นผมดูบ้าง ไม่เคยเข้าใจอะไรผมสักอย่าง!”

พูดจบผมตัดสายหล่อนทิ้งทันที ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดคุยกันอีกแล้ว

ผมปาโทรศัพท์ลงพื้น ยกมือทึ้งหัวตัวเอง นึกโทษอะไรก็ตามที่ทำให้ผมต้องมายืนในจุดนี้ โทษภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ทำใก้ตัวเองต้องตกงาน โทษแรงกดดันจากครอบครัวที่ทำให้ผมเครียด โทษสังคมที่น่าขยะแขยงเสียจนผมไม่อยากเฉียดใกล้ ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะว่าไอคนที่ผ่านน่ะมันยัดเงิน!

รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหล ศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอพังทลายไปพร้อมกับความหวัง ผมกลับเข้าสู่เลขศูนย์อีกครั้ง มือสั่นระริกค่อยๆเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่ปาลงด้วยความโกรธชั่ววูบขึ้นมา พลิกดูอยู่หลายครั้งก่อนจะกดเปิด ต้องขอบคุณในความทนทานของมันที่มีเพียงแค่รอยร้าวบนขอบหน้าจอ ถ้าเกิดมันพังขึ้นมาผมคงไม่เหลือเงินไปซื้อใหม่แล้ว

สองขาอ่อนแรงค่อยๆประคับประคองตัวเองกลับสู่อพาร์ทเม้นท์​ซ่อมซอที่จากมา คราบฝนกระดำกระด่าง ตึกหน้าตาอุบาทว์จากภายนอกถึงถายใน เกลียดแสนเกลียดแค่ไหน ผมก็ต้องพาตัวเองมาเริ่มใหม่ที่นี่เหมือนเดิม

ฉันกลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ยี่สิบสอบตารางเมตรแคบๆ

วางถุงที่บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขวดน้ำปลาตราหัวสิงห์ เอนกายลงบนที่นอน หยิบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาไล่อ่านชื่อตัวเองแล้วก็บ่นพึมพัม อ่า นี่เราอายุจะสี่สิบแล้วหรือนี่ คนอายุเกือบจะสี่สิบควรดื่มเบียร์ลีได้วันละกี่ขวดกันนะ สามหรือสี่

ฉันเกลียดการไม่ขยับไปไหนสักที มีความหวังว่าจะได้ที่อยู่ดีกว่านี้ น่าขันเสียจริง สารรูปอย่างฉันไม่ต่างจากคนจรจัด ไม่แตกต่างจากการนอนข้างถนน มีน้ำหยดตรงหัวนอน ยามที่ฝนมันตก ฉันเกลียด เกลียด อพาร์ทเม้นงี่เง่านี่ แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

ถึงฉันตายไป ก็คงจะไม่มีการจัดงานศพ ฉันอยู่คนเดียวมาตลอดหลังจากหนีออกจากบ้านที่มีแม่ที่ด่าฉันเป็นฉากๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามฉันมักจะเป็นคนผิดอยู่เสมอ อดีตมันไม่สวยงามเลยสักนิด

ฉันเดินไปหยิบเบียร์ที่แช่อยู่ในตู้เย็น มันเป็นเพื่อนย้อมใจฉันเวลาที่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ฉันคิดถึงพ่อที่ตายไป หากพ่อไม่รีบจากไปซะก่อนฉันก็คงไม่ลำบากขนาดนี้ ฉันหยิบรีโมทเปิดทีวี มีเพียงข่าวดาราคนแปลกหน้าในสายตาฉันแต่งงานกัน ทุกอย่างดูไร้จุดหมายไปหมด อายุสี่สิบแล้วแต่ฉันยังตื่นมาเจอเรื่องเดิมๆ งานที่ฉันไม่อยากทำ ผู้คนที่ฉันไม่อยากจดจำหรือพบเจอ ที่อยู่น่ารังเกียจ มีหนูมีแมลงสาบวิ่งว่อน นี่เป็นหนึ่งในอีกหลายครั้งที่ฉันคิดขึ้นมาว่าชีวิตคนเราต้องลำบากขนาดนี้เลยหรือ ยืนกรานต่อต้านทุกความลำบากที่โหมซัดเข้าโดยไม่ได้อะไรกลับคืน เหลือเพียงเราที่เป็นซากกร่อนๆ เหมือนตึกผุพังแห่งนี้

ฟังนักข่าวบรรยายได้ครึ่งชั่วโมง ขณะใกล้หลับ ฉันเห็นควันพวยพุ่งออกมาจากช่องเล็กๆ ใต้ประตู ควันซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงม่านหมอกและชวนหายใจไม่ออก มันเป็นความอึดอัดที่ทำให้สุขใจอย่างน่าประหลาด “แจ็ค... ไปตายซะ” ปากพึมพำชื่อแฟนเก่า อยู่ๆ ฉันก็นึกถึงความตายขึ้นมา คงจะดีถ้าวันพรุ่งนี้ทุกอย่างได้จบลง ตึกถล่มไฟไหม้ แผ่นดินไหว อะไรสักอย่างที่จะซัดฉันให้หายไป

ราวกับพระเจ้าได้ยินเสียงในใจ ฉันเห็นเปลวไฟซึ่งคืบคลานเข้ามาในห้อง ไม่รู้ว่าภาพที่ตัวเองเห็นเป็นความจริงหรือความฝัน แต่ฉันยิ้มรับมันและคิดกับตัวเองว่า

‘มันสวยเหลือเกิน’

ท้องฟ้ายามเช้าในวันนี้ดูหมองเศร้าอมทุกข์กว่าทุกวัน ต้นเหตุก็อยู่ไกลออกไปไม่น่าจะถึงสามกิโลเมตรดี อีกฝั่งของทางด่วน จากระเบียงชั้นบนสุดของอพาร์ทเม้นท์สไตล์โมเดิร์น ชายหนุ่มในชุดคลุมอาบน้ำยืนมองตึกซึ่งเหลือเพียงโครงกระดูกสีดำกับเขม่าควันอันเป็นต
้นเหตุความขมุกขมัวที่ว่า มือจิบกาแฟดำจากแก้วกระเบื้องเคลือบสีขาวอย่างไม่ยี่หระ

“ไฟไหม้เมื่อคืนน่ะค่ะคุณ เสียงดังมากนะ ป้านี่หลับต่อไม่ลงเลย” แม่บ้านวัยกลางคนซึ่งอยู่เบื้องหลังกล่าว เขาขมวดคิ้วอยู่ชั่วครู่พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมตัวเองถึงไม่ได้ยินอะไรเลยทั้งที่อยู่
ใกล้แค่นี้ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเป็นเพราะเจ้าที่อุดหูกับที่ปิดตาซึ่งใส่ก่อนนอนอยู่ทุกวัน “เพิ่งดูข่าวตอนเช้าไป เห็นเขาบอกว่าไฟไหม้เพราะมีคนทิ้งบุหรี่แถวนั้น ตายกันหมดทั้งตึก”

“อ๋อ ครับ” ชายหนุ่มครางรับก่อนจะพูดอย่างไม่คิดอะไร “น่าสงสารเนอะ”

ดวงตาทอดมองโศกนาฏกรรมซึ่งไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อชีวิตเขานัก ไม่นานหลังดื่มกาแฟจนหมดร่างสูงก็หันหลังให้ภาพนั้น เดินกลับผ่านห้องนั่งเล่นเข้าครัวแล้ววางแก้วกาแฟลงบนเคาท์เตอร์ ปากสั่งอย่างส่งๆ ขณะสาวเท้าเข้าห้องนอนเพื่อเตรียมแต่งตัวไปทำงาน

“ล้างให้ผมด้วย”

[The End.]
Go to the top of the page
 
+Quote Post
stun
โพสต์ Jan 23 2019, 04:27 AM
โพสต์ #2


มหาเวทย์ดมกาว
***

กลุ่ม : แม่ทัพปราบเกรียน
โพสต์ : 624
เป็นสมาชิกเมื่อ : 15-January 12
จาก : ที่ไหนหละ
หมายเลขสมาชิก : 3,656



โอ้โห
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ryokinp★rK
โพสต์ Jan 23 2019, 02:01 PM
โพสต์ #3


ผู้หญิงข้ามเพศ
***

กลุ่ม : หีพ่นไฟ
โพสต์ : 1,630
เป็นสมาชิกเมื่อ : 27-August 10
จาก : สาธารณรัฐสังคมนิยมผู้ชาย
หมายเลขสมาชิก : 12



https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%98%E0...33343144067560/

ไฟล์ที่แนบมา  _____.jpg ( 29.63กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 3
Go to the top of the page
 
+Quote Post
หมอยเกรียน
โพสต์ Jan 23 2019, 02:09 PM
โพสต์ #4


หมอยทรงพุ่ม
***

กลุ่ม : แม่ทัพปราบเกรียน
โพสต์ : 137
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-May 17
จาก : หี
หมายเลขสมาชิก : 25,743



QUOTE(Ryokinp★rK @ Jan 23 2019, 02:01 PM) *
https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%98%E0...33343144067560/

ไฟล์ที่แนบมา  _____.jpg ( 29.63กิโลไบต์ ) จำนวนการดาวน์โหลด: 3



ครับ เป็นงานประกวดงานเขียนครับ
งานประกวดงานเขียนเล็กๆที่พากันจัดเอง
แล้วผมคือหนึ่งในนั้นที่ลงสมัครเป็นผู้เขียน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Ryokinp★rK
โพสต์ Jan 23 2019, 02:11 PM
โพสต์ #5


ผู้หญิงข้ามเพศ
***

กลุ่ม : หีพ่นไฟ
โพสต์ : 1,630
เป็นสมาชิกเมื่อ : 27-August 10
จาก : สาธารณรัฐสังคมนิยมผู้ชาย
หมายเลขสมาชิก : 12



ไหนคลิป
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 22nd February 2020 - 01:12 AM